วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

การละเล่นของเด็กบ้าน-บ้าน

การละเล่นของเด็ก ๆ เช่น กระโดดยาง ขี่ม้าโยนรับ เก้หรือเข้ หมากเก็บ ปั่นแปะ แมงมุม อีฉุด ลูกข่าง ว่าว ปิดตาตีหม้อ หมากขุม ข้าวหอยเลียง เตย เสือกินวัว เป่ากบเป่ายาง หมาชิงเสา จุ้มจี้ สำหรับในปัจจุบันการละเล่นของเด็ก ๆ ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เล่นอินเตอร์เน็ต

ชะอวดบ้านเรา

ประวัติความเป็นมาของชะอวด

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าใน พ.ศ.2310 หัวเมืองต่าง ๆ ตั้งตัวเป็นอิสระทางปักษ์ใต้ พระปลัดหนูผู้รักษาการเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งตัวเป็นอิสระ เรียกว่า "ชุมนุมเจ้านคร" ปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งหมด สำหรับเมืองพัทลุงนั้น เจ้านคร (หนู) ได้ส่งหลานชายไปปกครอง เจ้าเมือง ผู้นี้ได้ย้ายเมืองพัทลุงไปตั้งที่บ้านท่าเสม็ด ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 11 ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช จากหลักฐานชี้ว่า บริเวณท่าเสม็ด เป็นพื้นที่ภายใต้การปกครองของพัทลุงมาตั้งแต่ครั้นพุทธศตวรรษที่ 19 แต่ภายหลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกในพุทธศตวรรษที่ 24 เมืองนครศรีธรรมราช ก็เข้ามามีอำนาจแทนพัทลุงที่อ่อนแอไป แต่อย่างไรก็ตามในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ ท่าเสม็ดก็ผลัดเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อำนาจของทั้งพัทลุงและนครศรีธรรมราช เพราะว่าท่าเสม็ด เป็นชุมชนที่พัทลุงและนครศรีธรรมราช มีอำนาจอยู่เบาบางตามทฤษฏี "รัฐแสงเทียน" (Mandala) ที่อธิบายว่ามโนภาพในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของอำนาจการปกครองของจักรพรรดิในศูนย์กลางหนึ่ง ๆ เป็นเสมือนดวงเทียนที่ถูกจุดขึ้นในห้องมืดแสงสว่างหรืออำนาจมีอย่างเข้มข้นในอาณาบริเวณที่ใกล้กับจักรพรรดิหรือดวงเทียนนั้น

ดังนั้นชุมชนท่าเสม็ดจึงเป็นเมืองกันชนระหว่างพัทลุงกับนครศรีธรรมราช และเป็นเมืองที่อำนาจการปกครองของสองเมืองมีความอ่อนแอ ตลอดสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเชื้อสายเมืองพัทลุง อาทิ เจ้าจอมมารดาเรียมในรัชกาลที่ 2 หรือสมเด็จพระศรีสุลาลัย สมเด็จพระบรมพระชนนีของรัชกาลที่ 3 ได้เข้าไปมีบทบาทอยู่ในราชสำนัก และในสมัยรัชกาลที่ 3 เชื้อสายเมืองพัทลุง ก็เปลี่ยนจากศาสนาอิสลามมาเป็นศาสนาพุทธเพื่อสถาปนาอำนาจขึ้นตรงต่อราชสำนัก ส่งผลให้เมื่อพัทลุงเป็นเมืองหนึ่งภายใต้การปกครองของนครศรีธรรมราช ในสมัยรัชกาลที่ 5 พัทลุงจึงมีอำนาจอยู่ระดับหนึ่ง เหตุนี้จึงส่งผลให้ ท่าเสม็ด เป็นพื้นที่ชายขอบหรือชายแดนที่นครศรีธรรมราช มีอำนาจอยู่น้อยและในขณะที่พัทลุง ก็มีอยู่น้อย เช่นกัน เพราะว่าการปกครองของชุมชนอยู่ในอำนาจของนครศรีธรรมราช ที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางการปกครอง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่โจรผู้ร้ายที่ก่อคดีขึ้นทั้งในเมืองนครศรีธรรมราชและพัทลุง เข้ามาอาศัยพื้นที่ท่าเสม็ดเป็นที่อยู่ตั้งรกรากใหม่ จนกระทั่งความเจริญเข้ามาในท่าเสม็ด ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟจากกรุงเทพมหานคร - ปีนัง (Penang) ซึ่งเริ่มใน พ.ศ.2452 แล้วสามารถเปิดเดินรถไฟตลอดเส้นทางจากสถานีธนบุรี - ปาดังเบซาร์ เมื่อ พ.ศ. 2461 โดยเส้นทางนี้ได้ผ่านชุมชนท่าเสม็ด จึงส่งผลให้ท่าเสม็ด ยกระดับความเป็นเมืองขึ้น ความเจริญของเมืองเมื่อเปิดเดินรถไฟตลอดเส้นทางพร้อมกับชาวจีนโพ้นทะเลที่ชำนาญการค้าขาย และอดทนเป็นเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามปัญหาโจรผู้ร้ายก็ยังชุกชุมอยู่ ดังนั้นเพื่อต้องการควบคุมเมืองให้สงบสุข

ชุมชนชะอวด ได้ยกฐานะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอร่อนพิบูลย์ และชุมชนท่าเสม็ดเป็น กิ่งอำเภอชะอวด (Cha-uat) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการป้องกันและปราบปรามโจรผู้ร้าย ทางราชการได้แต่งตั้งข้าราชการมาดำรงตำแหน่งปลัดกิ่งอำเภอคนแรก คือ ขุนอินทร์บุรี (เอียด ณ นคร) การตั้งเมืองในครั้งนี้เป็นการสถาปนาความเป็นชายขอบในนครศรีธรรมราช ให้กับเมืองชะอวดนับแต่นั้นมา

ชะอวด ในอดีต

ชะอวดเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งชื่อของอำเภอเหมือนกับชื่อของตำบล ในสมัยก่อนอยู่ภายใต้การปกครองของอำเภอร่อนพิบูลย์ โดยมี 5 ตำบล คือ ตำบลชะอวด ตำบลท่าประจะ ตำบลท่าเสม็ด ตำบลวังอ่าง ตำบลเคร็ง ศูนย์กลางของตำบลชะอวด คือวัดชะอวด หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดอวด" ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลบ้านชะอวด อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ และเป็นแหล่งชุมชนในสมัยโบราณ

ในแผ่นดินรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2453 - 2468) ได้สถาปนาหน่วยการปกครองหน่วยใหม่ขึ้นต่อนครศรีธรรมราช ได้ปรากฏตามหลักฐานในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 16 กันยายน 2466 ในสมัยที่พระสุนทรวรนาถ (พร้อม ณ ถลาง) เป็นนายอำเภอร่อนพิบูลย์ และพระยารัษฏานุประดิษฐ์ (สิน เทพหัสดิน) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยความเห็นชอบของสมเด็จเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศร์ อุปราชปักษ์ใต้ อันเป็นสมัยการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีความประสงค์จะปราบปรามโจรผู้ร้ายเป็นส่วนใหญ่ จึงได้ดำเนินการจัดตั้งกิ่งอำเภอชะอวด บริเวณที่ก่อสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอชะอวดอยู่ใกล้กับชุมชนของตำบลท่าเสม็ด ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ ในสมัยนั้นเรียกว่า "สถานีรถไฟท่าเสม็ด" โดยอยู่เยื้องไปทางทิศใต้ ประมาณ 200 เมตร ที่ทำการของกิ่งอำเภอชะอวด เป็นโรงเรือนชั้นเดียวหลังคามุงจาก ฝาทำด้วยไม้ขัดแตะ พื้นเป็นดิน ที่นั่งของประชาชนที่มาติดต่อทำเป็นราวด้วยไม้ไผ่มีพนักพิง บางครั้งชาวบ้านที่ไปติดต่อนั่งนอนตามใต้ต้นไม้ใกล้ ๆ ประชาชนในสมัยนั้นส่วนใหญ่ เรียกที่ทำการกิ่งอำเภอว่า "ท่าเสม็ด" และมีบางคนเรียกการไปติดต่อที่ว่าการกิ่งอำเภอว่า "ไปศาล"

ปี พ.ศ.2488 ทางราชการได้ยุบเขตการปกครองจาก 5 ตำบล เหลือ 3 ตำบล คือ ตำบลเคร็งกับตำบลท่าเสม็ด รวมเรียกว่าตำบลท่าเสม็ด ตำบลวังอ่างกับตำบลท่าประจะ รวมเรียกว่าตำบลท่าประจะ ส่วนตำบลชะอวด ยังคงสภาพเดิม

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2496 ได้มีพระราชกฤษฏีกายกฐานะกิ่งอำเภอชะอวดขึ้นเป็นอำเภอ เรียกว่า "อำเภอชะอวด" รวมเป็นกิ่งอำเภออยู่ 30 ปี หน่วยการปกครองได้แยกตำบลออกเป็น 5 ตำบล ตามเดิม ส่วนอาณาเขตของอำเภอยังคงที่

ในเวลาต่อมาได้มีการแยกตำบลต่าง ๆ ออกจัดตั้งเป็นตำบลใหม่เพื่อขยายเขตการปกครองให้ทั่วถึงตามนโยบายของรัฐบาล ดังนี้ แยกตำบลชะอวด ไปส่วนหนึ่งรวมตั้งเป็นตำบลบ้านตูล แยกตำบลบ้านตูล ไปส่วนหนึ่งรวมตั้งเป็นตำบลควนหนองหงษ์ แยกตำบลท่าเสม็ด ไปส่วนหนึ่งรวมตั้งเป็นตำบล ขอนหาด แยกตำบลขอนหาด ไปส่วนหนึ่งรวมตั้งเป็นตำบลนางหลง แยกตำบลท่าประจะ ไปส่วนหนึ่งรวมตั้งเป็นตำบลเกาะขันธ์ แยกตำบลวังอ่าง ไปส่วนหนึ่งรวมตั้งเป็นตำบลเขาพระทอง

ในปี พ.ศ. 2537 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการเขตแดนของอำเภอชะอวด ทางทิศเหนือ เพราะมีการแบ่งแยกพื้นที่บางส่วนของตำบลบ้านตูล และตำบลควนหนองหงษ์ ไปขึ้นอยู่ในเขตการ ปกครองของอำเภอจุฬาภรณ์

ที่มาของชื่อชะอวด

คนถิ่นไกลในสมัยก่อนเรียกขานพื้นที่ที่เป็นเขตสุขาภิบาลชะอวด ว่า "ปราณ" เมืองปราณมี อาณาเขตไปถึงตำบลวังอ่าง และวัดเขาลำปะ ทำไมทางราชการจึงตั้งชื่อชื่อกิ่งอำเภอว่า "ชะอวด" ทำไมไม่ตั้งชื่อว่า "ท่าเสม็ด" ทั้ง ๆ ที่สถานีรถไฟซึ่งตั้งมาก่อนชื่อสถานีรถไฟท่าเสม็ด และชุมชนแถวนี้คนในพื้นที่เรียกว่าท่าเสม็ด อยู่แล้ว

ท่าเสม็ด คนในท้องถิ่นเรียกกันว่า "ท่าแหม็ด" คำว่า "แหม็ด" ภาษาปักษ์ใต้แปลว่า หมดสิ้น ไม่มี จบ จบรายการ ไม่มีอะไรเหลือ และหากใครพูดว่า "แหม็ดท่า" จะมีความหมายในทางเสียหายมากสำหรับคนใต้ เพราะหมายถึงไม่มีหนทางในการต่อสู้ทุกรูปแบบ ท่าแหม็ด เป็นชื่อของท่าเรือและตลาดน้ำเก่าแก่ของตำบลท่าเสม็ด อยู่ตรงบริเวณหน้าวัดท่าเสม็ด ในปัจจุบัน

ส่วนคำว่า "ชะอวด" เป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรม แต่คำว่า อวด มีความหมายในทางที่ดีแปลว่า สำแดงให้รู้ แสดงให้ปรากฏ การอวดให้คนอื่นรู้ให้ผู้อื่นเห็นล้วนเป็นสิ่งที่ดีงามทั้งสิ้น

อวด ยังเป็นชื่อพรรณไม้ชนิดหนึ่งเป็นเถาวัลย์ เดิมมีอยู่ทั่วไปในท้องที่อำเภอนี้ ชาวบ้านเรียกว่า ย่านอวด หรือเชือกอวด เถาวัลย์ชนิดนี้เป็นที่นิยมของชาวบ้านเพราะมีประโยชน์ในการใช้ผูกมัดสิ่งของได้สารพัด เช่นผู้รั้วบ้าน ผูกมัดโรงหนังตะลุง โรงมโนราห์ ใช้ทำเชือกลากเรือพระในวันออกพรรษา เพราะมีความเหนียวแน่นและทนทานมาก เพราะฉะนั้น คำว่า อวด จึงมีความหมายในทางที่ดีทั้งนั้น ไม่ว่า อวด ที่เป็นคำกิริยา หรือ อวด ที่เป็นเถาวัลย์พรรณไม้

กิ่งอำเภอใหม่ จึงใช้ชื่อ ชะอวด เป็นชื่อทางราชการ เชื่อว่าข้าราชการและผู้นำชุมชนในสมัยนั้นคงได้มีการพิจารณาชื่อนี้ด้วยความรอบคอบ เพื่อรักษานามเดิมเอาไว้ บ้านชะอวด จึงเกิดขึ้นสองแห่งในอำเภอเดียวกัน ในตำบลเดียวกัน ที่เดิมขึ้นอยู่กับหมู่ที่ 2 เรียกว่า บ้านอวด ที่ใหม่ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 เรียกว่า บ้านตลาดชะอวด

ชุมชนแห่งใหม่เป็นที่ตั้งของที่ทำการกิ่งอำเภออยู่ใกล้สถานีรถไฟอันเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกสายเดียวที่สะดวกที่สุดในสมัยนั้น และอยู่ใกล้แม่น้ำชะอวดเส้นทางคมนาคมทางเรือที่ขนส่งสินค้าและสัญจรไปมากับอำเภออื่น ๆ โดยเฉพาะอำเภอปากพนัง ซึ่งเป็นอำเภอที่มีเศรษฐกิจดีมากของจังหวัดนครศรีธรรมราช ในเวลานั้น ชะอวดเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ ทำให้ชื่อ เมืองปราณ ชื่อบ้านท่าเสม็ด ซึ่งคนรุ่นเก่าเรียกขาน ไม่มีอยู่ในความรู้ของคนรุ่นใหม่เลย ส่วนชุมชนเก่าแก่เจ้าของนามชะอวดเดิม ที่มาของชื่อตำบลและชื่ออำเภอกลายเป็นชุมชนที่คนรุ่นหลังไม่รู้จัก ปัจจุบันได้แยกไปขึ้นกับอำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ความเป็นมาของชื่อชะอวด

จากการสืบค้นความเป็นมาของชื่อ "ชะอวด" พอสรุปได้ว่ามีความเป็นมา 2 ประการ คือ

มาจากคำว่า เชือกอวด หรือ ย่านอวด เพราะพื้นที่ของอำเภอชะอวดเดิมครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณที่เป็นภูเขาทางทิศตะวันตก แล้วลาดต่ำลงมาทางทิศตะวันออกเป็นลอนลูกคลื่น มีที่ราบสูงต่ำสลับกัน ส่วนที่เป็นลอนลูกคลื่นเรียกว่า ควน ทางทิศตะวันออกของตำบลเป็นที่ราบและที่ราบลุ่มน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี เรียกว่า พรุ หรือ โพระ บริเวณที่ราบและควนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้หลากหลายพรรณตามลักษณะของพื้นที่ ในผืนป่าเหล่านี้จะมีเถาวัลย์หลากหลายชนิดที่ขึ้นพันเกี่ยวกับ ต้นไม้น้อยใหญ่ มีเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก มีความเหนียวแน่นทนทาน เรียกว่า เชือกอวด หรือย่านอวด หรือต้นอวด การไปตัดย่านอวดค่อนข้างลำบากเพราะต้องดึงออกจากการเกี่ยวกับกับต้นไม้อื่น ๆ คนตัดต้องออกแรงดึง ซึ่งภาษาใต้ เรียกการดึงว่า ชะ ฉะนั้น คำว่า ชะอวด คือการดึงย่านอวดให้หลุดออกมาจากต้น กิ่ง ก้าน ของต้นไม้อื่น

มาจากคำว่า เจ็กฮวด หรือเจ้าฮวด ประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชาวจีนคนหนึ่งชื่อ เจ็กฮวด หรือเจ้าฮวด มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านชะอวด (ปัจจุบันตำบลบ้านชะอวด อำเภอจุฬาภรณ์) มีการเล่าสืบทอดกันมาว่า ในครั้งที่มีการบูรณะพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช ครั้งแรก ปลายพุทธศตวรรษ ที่ 23 ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้มีชาวบ้านในแถบหัวเมืองน้อยใหญ่ในแถบภาคใต้นำแก้วแหวนเงินทองและของมีค่าอื่น ๆ เพื่อร่วมในการบูรณะพระบรมธาตุ แต่เมื่อนักบุญเดินทางมาถึงที่ดินของเจ้าฮวด ได้ทราบว่าการบูรณะพระบรมธาตุได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงได้ชักชวนกันไปปรึกษา เจ้าฮวด เมื่อเจ้าฮวดทราบความประสงค์ของผู้ที่เดินทางมาก็เกิดมีจิตศรัทธาเป็นอย่างมาก จึงได้มอบที่ดินของตนเองให้ทำการสร้างวัดโดยตั้งชื่อว่า "วัดเจ้าฮวด" และได้เรียกเพี้ยนมาเป็น "วัดชะอวด" มาจนถึงทุกวันนี้

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หัตถกรรมพื้นบ้าน

การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนา

หัตถกรรมพื้นบ้านผลิตภัณฑ์กระจูดบ้านยวนนกตำบลขอนหาด

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

"ภูมิปัญญาท้องถิ่น" (indigenous knowledge) หรือบางครั้งเราเรียกว่า "ภูมิปัญญาชาวบ้าน" ก็ดี หมายถึง สติและปัญญาอันเกิดจากการเรียนรู้สะสมถ่ายทอดประสบการณ์ที่ยาวนานของผู้คนในท้องถิ่นซึ่งได้ทำหน้าที่ชี้นำว่าการจะใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนถาวร และกลมเกลียวกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง กับป่ากับเขา กับน้ำกับปลา กับฟ้ากับนก กับดินกับหญ้า สัตว์ป่า พืชแมลง หรือธรรมชาติรอบตัวนั้น ทำได้อย่างไร ด้วยเหตุผลภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงมิได้มีนัยเป็นแต่เพียงนามธรรมหากแต่มีความหมายครอบคลุมไปถึงรูปธรรมของการดำรงชีวิต เช่นแบบแผนของการใช้ทรัพยากร เช่นการทำนาทำไร่ ทำเกษตรกรรม ทำประมง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแบบแผนของการใช้ทรัพยากรดังกล่าว จะต้องกำกับด้วยกฎเกณฑ์ คุณธรรม หรืออาจเรียกว่า สติ คือการรู้จักยั้งคิดว่า การใช้ทรัพยากรในระดับใดจึงจะเป็นการสมควร ไม่ขูดเรียกร้องเอาจากธรรมชาติมากเกินไป พร้อมกันนั้นก็มีปัญญาที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแบบแผนหรือวิธีการใช้ทรัพยากร หรือธรรมชาติอย่างรอบคอบ เหมาะสมกับเงื่อนไขทางธรรมชาติและสังคมเพื่อความมั่นคง และยืนยาวในอนาคต เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุดแล้ว ภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงอาจถูกยกระดับให้หมายถึงอุดมการณ์ของการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งที่มีชีวิต สัตว์ พืช และมนุษย์ด้วยกันเอง ตลอดจนสิ่งที่ไม่มีชีวิตรอบข้าง

ณ จุดนี้แล้วเราอาจแยกแยะภูมิปัญญาพื้นบ้านออกเป็นสองระดับหรือสองประเภท กล่าวคือ ระดับหนึ่ง คือสิ่งที่จับต้องได้สัมผัสได้ไม่ยากนัก เช่น การเกษตรแบบพื้นเมือง ส่วนอีกระดับหนึ่งคือ ด้านที่อาจสัมผัสได้ค่อนข้างยากอยู่บ้าง ดูเหมือนกับเป็นนามธรรม นั่นคืออุดมการณ์หรือหลักยึดในการดำรงชีวิตนั่นเอง

ตำบลขอนหาด เป็นตำบลหนึ่งที่เชื่อมั่นว่าชุมชนจะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้การบูรณาการณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนามาเป็นแผนชุมชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา โดยเรียนรู้วิธีการค้นหาภูมิปัญญาท้องถิ่นศักยภาพของตัวเอง ให้มีความพร้อมที่จะแก้ปัญหากันเองในชุมชนจากต้นทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วนำมาต่อยอดในลักษณะต่าง ๆ และพร้อมที่จะเผชิญปัญหาร่วมกันทั้งในความสุขและความทุกข์ได้ โดยทุกภาคส่วนของชุมชนพร้อมที่จะบูรณการแนวทางภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนาต่อยอดเข้าด้วยกันในลักษณะพัฒนาแบบบูรณาการ โดยชุมชนมีความเชื่อมั่นว่าชุมชนขอนหาด มีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาตังเองได้ ถ้าได้รับการเสริมพลังอย่างถูกต้อง

การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาหัตถกรรมพื้นบ้านผลิตภัณฑ์กระจูดบ้านยวนนกตำบลขอนหาด มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านบริการขั้นพื้นฐาน คุณภาพชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแก่ชุมชนทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมตัดสินใจ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมผลักดันสังคมให้เป็นไปตามความต้องการได้

ซึ่งแนวทางการพัฒนาแบบบูรณการภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาหัตถกรรมพื้นบ้านผลิตภัณฑ์กระจูดบ้านยวนนกตำบลขอนหาด ที่ต้องดำเนินการคือ การพัฒนาโดยเอาคนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้คนสามารถกำหนดการพัฒนาตนเองครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น การพัฒนาที่มีกระบวนการเรียนรู้ ที่ต่อเนื่องร่วมกันในหมู่บ้านและชุมชนระดับตำบล การพัฒนาที่ภาคีต่าง ๆ ทุกระดับมีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินการพัฒนาของชุมชน และการพัฒนาที่มีวิธีคิด และจิตสำนึกว่าชุมชนมีความหลากหลาย มีนวัตกรรมและความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน สมดุลพอดีกับสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงองค์ประกอบของการพัฒนาแบบบูรณการ 3 ประการ ดังนี้

1.ด้านพื้นที่และชุมชนการพัฒนาจะต้องยึดถือพื้นที่และชุมชนที่เป็นตัวตั้งที่ต้องทำการวิเคราะห์ เพื่อให้รู้และเข้าใจถึงเงื่อนไขศักยภาพและปัญหาในการพัฒนา

2.ด้านภารกิจหน้าที่ การวิเคราะห์ภารกิจหน้าที่ของท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เพื่อแบ่งสรรจัดความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นชุมชน ในการพัฒนา

3.ด้านพัฒนาแบบบูรณาการณ์เพื่อเชื่อมโยงบทบาทความสามารถของแต่ละฝ่ายให้ตอบสนองความต้องการและโอกาส จุดมุ่งหมายการพัฒนาที่กำหนด

การเชื่อมประสานมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ากับการวิเคราะห์พื้นที่ชุมชนและภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่นกับภาครัฐ และภาคีพัฒนาอื่น ๆ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการบรรลุเป้าหมายหลักของการพัฒนาแบบบูรณการ ซึ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแสวงหาแนวทางต้นแบบและเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อกำหนดเป้าหมายแนวทางการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งสู่สังคมโดยรวม โดยมีเนื้อหาหลัก คือการพัฒนาเพื่อชุมชนพึ่งตนเองบนพื้นฐานภูมิปัญญาและการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น

ตำบลขอนหาดมีสภาพทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มที่มีสภาพเป็นพรุ ในฤดูฝนน้ำจะท่วมขัง แต่ในฤดูแล้งไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ ประชาชนส่วนใหญ่ทำนา ทำสวนยางพารา ปลูกผักผลไม้ และหาปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติด้วยเครื่องมือจับสัตว์น้ำง่าย ๆ เมื่อเสร็จภารกิจจากการประกอบอาชีพ คนในชุมชนจึงต้องหารายได้เสริมเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จึงได้นำกระจูดมาพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ และฟื้นฟูหัตถกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาต่อเป็นองค์ความรู้ท้องถิ่นเพื่อให้มีคุณค่าควรแก่การศึกษาและพัฒนาให้ก้าวหน้าและเผยแพร่สู่สาธารณชนต่อไป กระจูด เป็นพันธุ์ไม้จำพวกกก (Sedge) ชนิดหนึ่งในตระกูล Cyperaccae ลักษณะลำต้นกลมกลาง ความสูงประมาณ 1–3 เมตร เป็นพืชที่ชอบขึ้นในบริเวณน้ำขัง ตามริมทะเลสาบที่เป็นดินโคลน ต้นกระจูดมี 2 ชนิด คือ จูดใหญ่ และจูดหนู จูดใหญ่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ส่วนจูดหนูมีลำต้นเล็กและสั้น ความเหนียวน้อยกว่าจูดใหญ่ โดยทั่วไปนิยมใช้กระจูด ในการสานเสื่อ ทำใบเรือ ทำเชือกผูกมัด และทำกระสอบบรรจุสินค้าเกษตรและสิ่งของอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์กระจูด เป็นผลิตภัณฑ์ หัตถกรรมพื้นบ้านประเภทหนึ่งของภาคใต้ รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่รู้จักทั่วไป คือ เสื่อกระจูด นอกจากนั้นยังสานเป็นผลิตภัณฑ์ กระสอบสำหรับบรรจุสิ่งของ เช่น ข้าวสาร ข้าวเปลือก น้ำตาล เกลือ ฯลฯ และยังมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลาย และกลายเป็นผลิตภัณฑ์จากกระจูดที่มีความสวยงาม มีลวดลายสีสันต่าง ๆ เป็นที่สนใจแก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

ผลิตภัณฑ์จากกระจูดเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่นับวันหาดูได้ยาก เนื่องจากความเจริญของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของหมู่บ้านที่อาศัยแรงงานคนและฝีมือต้องผันแปรไปตามเศรษฐกิจของประเทศปัจจุบัน อีกทั้งไม่เอื้ออำนวยให้ชาวบ้านผลิตกระจูดเป็นอาชีพหลักอีกต่อไป ประกอบกับการผลิตกระจูดแบบยังชีพไม่สามารถตอบโต้การผลิตที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งส่งผ่านเข้ามายังหมู่บ้าน จึงทำให้ชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพผลิตกระจูดเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านออกจำหน่ายไม่สามารถแข่งขันกับตลาด จึงหันไปประกอบอาชีพอย่างอื่นแทน ซึ่งส่งผลให้การทำผลิตภัณฑ์จากกระจูดเป็นอาชีพหลักลดน้อยลง และอาจสูญสลายไปในที่สุด

การแตกสลายของเศรษฐกิจในหมู่บ้านอันเนื่องมาจากความเสื่อมของการผลิตแบบเลี้ยงตัวเองของหมู่บ้านซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมของการผลิตแบบไทย ๆ ที่นับวันจะสูญหายไป โดยเฉพาะการทำผลิตภัณฑ์จากกระจูดซึ่งเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านในภาคใต้ ไม่สามารถแข่งขันกับตลาดในด้านราคา รูปแบบและลวดลาย เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ในท้องตลาดได้อีกทั้งยังหาวิธีส่งเสริมให้ประชาชนหันมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์จากกระจูดตลอดจนหาแนวทางอนุรักษ์ผลิตภัณฑ์จากเสื่อกระจูดให้คงอยู่และแพร่หลายต่อไป

วัตถุประสงค์ในการวิจัย

1.ศึกษาขั้นตอนในการผลิตกระจูดในรูปของผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ

2.ศึกษารูปแบบลวดลายและชนิดของผลิตภัณฑ์กระจูดซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

3.ศึกษาภาวะการตลาดของผลิตภัณฑ์กระจูดที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการผลิตในอนาคต

4.ศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และส่งเสริมผลิตภัณฑ์กระจูดให้แพร่หลาย

5.เพื่อรวบรวมงานผลิตภัณฑ์กระทวดของภาคใต้ไว้เป็นหลักฐาน ใช้ในการการศึกษาวัฒนธรรมของภาคใต้

ขอบเขตของการวิจัย

ขอบเขตด้านเนื้อหา

การวิจัยครั้งนี้ศึกษาเรื่องการทำผลิตภัณฑ์การะจูดในบริเวณตำบลขอนหาด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

ขอบเขตด้านพื้นที่

พื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านยวนนก ตำบลขอนหาด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

ขอบเขตด้านประชากร

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ ชุมชนบ้านยวนนก จำนวน 30 ครัวเรือน

ขอบเขตระยะเวลา

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ศึกษาตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2552 ตั้งแต่เดือน

สมมุติฐานของการวิจัย

ศึกษาขั้นตอนในการผลิตกระจูดในรูปของผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ

วิธีดำเนินการวิจัย

ขั้นตอนการดำเนินการ

1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

2. เก็บข้อมูลภาคสนาม

3.รวบรวมข้อมูลโดยการบันทึกภาพและการสัมภาษณ์

4. วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำ และนำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. ได้ทราบขั้นตอนของการผลิติกระจูดจนกระทั่งออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ

2. ได้ทราบรูปแบบลวดลายของท้องถิ่น

3. เป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางเพื่อส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์กระจูดสามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ในท้องตลาดได้

4. เป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางในการอนุรักษ์และส่งเสริมงานหัตถกรรมพื้นบ้านของไทยให้เป็นที่นิยมของประชาชนต่อไป

5. งานผลิตภัณฑ์กระจูด จะได้รับการศึกษาวิจัยรวบรวมไว้ในรูปแบบเอกสาร สิ่งพิมพ์และเผยแพร่สู่สังคมวิชาการต่อไป

บทที่ 2 แนวคิดทฤษฏีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ( เป็นการศึกษารายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง)

1 แนวคิดที่เกี่ยวข้อง

2 ทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง

3 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

สรุปกรอบแนวคิดการวิจัย

บทที่ 3 ระเบียบวีธีวิจัย

1 วิธีการศึกษาหรือระเบียบวิธีวิจัย

2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

3 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

4 การทดสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

5 ขอบเขตของการศึกษา

6 นิยามปัญหา

7 การเก็บรวบรวมข้อมูล

8 การวิเคราะห์ข้อมูลหรือวิธีวิเคราะห์ข้อมูล

9 การนำเสนอข้อมูล

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล/ข้อเสนอแนะ

1 สรุปผลการวิจัย

2 อภิปรายผล

3 ข้อเสนอแนะ

-ข้อเสนอแนะการวิจัย

- ข้อเสนอแนะของนักวิจัย

บรรณานุกรม

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรืองที่อยากเล่า

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นชาวสงขลา เรียนเก่งมาก ได้ทุนไปเรียนอเมริกาตั้งแต่เด็กจนจบด็อกเตอร์ จึงกลับมาเยี่ยมบ้านบ้านของเด็กหนุ่มอยู่อีกฟากหนึ่ง ของทะเลสาบสงขลา ต้องนั่งเรือแจว ข้ามไป ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง เรือที่ติดเครื่องยนต์ ไม่มีเหรอ ลุง...?
ไม่มีหรอกหลานที่นี่มันบ้านนอกมันห่างไกลความเจริญมีแต่เรือแจวโอ ล้าสมัยมากเลยนะลุง โบราณมากที่อเมริกาเขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุงลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก ไปส่งผมฝั่งโน้น เอาเท่าไร ลุง? 80 บาท OK ไปเลยลุง ในขณะที่ลุงแจวเรือ หนุ่มนักเรียนนอก ก็เล่าเรื่องความทันสมัย ความก้าวหน้าความศิวิไลช์ ของอเมริกาให้ลุงฟัง เมืองไทย เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้ว ล้าสมัยมาก
ไม่รู้คนไทย อยู่กันได้ยังไง ? ทำไมไม่พัฒนา ทำไมไม่ทำตามเขา เลียนแบบเขาให้ทัน?
ลุง ลุงใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ต เป็นไหม ? ลุงไม่รู้หรอก ใช้ไม่เป็น โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ.....ชีวิตลุงหายไปแล้ว...25 %.... แล้วลุงรู้ไหมว่า...เศรษฐกิจของโลก...ตอนนี้เป็นยังไง....?
ลุงไม่รู้หรอก... ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ...ชีวิตของลุงหายไป...50 % ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหม...ลุง...? ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหม...ลุง...? ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย... ชีวิตของลุง...ลุงรู้อยู่อย่างเดียว... ว่าจะทำยังไง...ถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น... ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้...ชีวิตของลุง...หายไปแล้ว...75 %
พอดีช่วงนั้น... เกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง...คลื่นลูกใหญ่มาก...ท้องฟ้ามืดครึ้ม...
นี่พ่อหนุ่ม...เรียนหนังสือมาเยอะ...จบดอกเตอร์จากต่างประเทศ... ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม...? ได้...จะถามอะไรหรือลุง...? เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม...? ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง....
ชีวิตของเอ็ง...กำลังจะหายไป 100 % ....แล้วพ่อหนุ่ม..